fbpx

วิวัฒนาการของการรักษาโรคมะเร็ง มีมาหลายยุค​หลายสมัย ใครที่เคยกลัวผลข้างเคึยงของยามะเร็ง ​ฟังทางนี้

เรารู้กันว่า การฉายรังสีรักษา ( Radiotherapy) ยาต้านฮอร์โมน (hormonal therapy) ยาเคมีบำบัด(Chemotherapy) ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ค่อนข้างมาก

จึงมีการคิดค้นยาที่สามารถพุ่งเป้าไปในการทำลายเซลล์มะเร็งแบบจำเพาะเจาะจง และมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อย เรียกว่า ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) โดยยาเหล่านี้มักจะมีเป้าหมาย ( target) เป็นยีนที่ผิดปกติในเซลล์มะเร็งนั้นๆ ทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา

 

🎯 ข้อดีของ Target Therapy

1) เป็นการรักษาแบบพุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มมากกว่าการรักษาวิธีดั้งเดิมในโรคมะเร็งชนิด ที่มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Predictive biomarker) สำหรับยาtargeted therapy นั้นๆ

2) เป็นการรักษาโรคมะเร็งที่มีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยลง เพราะพุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยตรง

 

❌ ข้อจำกัดของ Target Therapy

1) ใช้ได้เฉพาะโรคมะเร็งบางชนิดเท่านั้น เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งปอด, มะเร็งรังไข่, มะเร็งตับ, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งไต, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, มะเร็งศีรษะและลำคอ เป็นต้น ทั้งนี้โรคมะเร็งบางชนิดจะมีการตรวจหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (predictive biomarker) จากเซลล์มะเร็งหรือเลือดของผู้ป่วยก่อนเริ่มการรักษาด้วยยาพุ่งเป้า เช่นมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก

2) ค่ายามีราคาค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันการรักษาในประเทศไทยสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยาพุ่งเป้าได้ในบางโรค เช่น มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะแพร่กระจาย ที่มียีนกลายพันธุ์ชนิด EGFR ผู้ป่วยทุกรายทุกสิทธิสามารถเข้าถึงยาพุ่งเป้าชนิด EGFR-TKIs ได้ 😊

⚠️ ผลข้างเคียง

ชนิดของผลข้างเคียงจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่บุคคล​ และชนิดตัวยา โดยแพทย์ที่ให้การรักษาจะแนะนำผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังจากยาพุ่งเป้าแต่ละชนิดให้ผู้ป่วยและญาติทราบ

1) ระบบผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบคล้ายสิว ผิวแห้ง จมูกเล็บอักเสบ ผมเปลี่ยนสี เป็นต้น

2) อวัยวะภายใน เช่น ปอดอักเสบ, ตับอักเสบ, ความดันโลหิตสูงขึ้น, หัวใจบีบตัวลดลง, ไทรอยด์ต่ำกว่าปกติ, โปรตีนรั่วจากไต

⚠️ ข้อควรระวัง

ในกรณีที่เป็นยาพุ่งเป้าชนิดรับประทาน ผู้ป่วยควรทำการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางถึงวิธีการรับประทานและการจัดเก็บรักษาตัวยาอย่างถูกวิธี

ที่สำคัญ​ควรปฏิบัติ​ตามคำแนะนำจาก​แพทย์​ผู้ดูแล​อย่างเคร่งครัด​นะคะ หากมีข้อสงสัย​ประการ​ใด ปรึกษา​หมอมะเร็ง​ง่ายๆจากที่บ้าน..

บทความสุขภาพโดย

พญ.อัจฉรา สุภาวเวช – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม ประจำแอป #Chiiwi

#ปรึกษาแพทย์ฟรี ในแอปชีวี 📲 http://onelink.to/9ehy28 เลือกคลินิก​ #MyBreastDoc​ แล้วกรอกโค้ด “BREAST” ในช่องคูปองส่วนลด

 

Related Blog

เมื่อไหร่จึงควรใช้ Immunotherapy

159

Women Health

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) มีการศึกษาวิจัย และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับรักษา​มะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาเคมีบำบัด ยาต้านฮอร์โมน และด้วยยาพุ่งเป้า (triple negative breast cancer) หลักการสำคัญของยาภูมิคุ้มกันบำบัด คือ การเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพให้เม็ดเลือดขาวสามารถมองเห็นว่าเซลล์มะเร็งเป็นสิ่งแปลกปลอม เพิ่มกลไกการออกฤทธิ์ของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ 😊 การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งออกฤทธิ์ทำลายทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง การพิจารณาเลือกใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด แพทย์จะดูตามชนิดของมะเร็ง รวมถึงการย้อมตรวจบางชนิดเช่น PDL1 เพื่อดูว่าเหมาะสมหรือได้ประโยชน์จากใช้ยานี้มาน้อยเพียงใด ⚠️ ผลข้างเคียงของการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด เกิดขึ้นได้หลายอาการ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เช่น ทำให้ผิวเป็นผื่น ลำไส้อักเสบ มีอาการท้องเสีย ปอดอักเสบรวมถึงอาจส่งผลกระทบให้ไทรอยด์ทำงานมากหรือน้อยเกินไป หรือมีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ผู้ป่วยควรอยู่ภายใต้​การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด​และปฎิบัติตัว​ตามคำแนะนำ​อย่างเคร่งครัด บทความโดย นพ.ธเนศ เดชศักดิพล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม ประจำแอป Chiiwii FacebookTwitterLine

READ MORE

ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) ดียังไง

279

Women Health

วิวัฒนาการของการรักษาโรคมะเร็ง มีมาหลายยุค​หลายสมัย ใครที่เคยกลัวผลข้างเคึยงของยามะเร็ง ​ฟังทางนี้ เรารู้กันว่า การฉายรังสีรักษา ( Radiotherapy) ยาต้านฮอร์โมน (hormonal therapy) ยาเคมีบำบัด(Chemotherapy) ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ค่อนข้างมาก จึงมีการคิดค้นยาที่สามารถพุ่งเป้าไปในการทำลายเซลล์มะเร็งแบบจำเพาะเจาะจง และมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อย เรียกว่า ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) โดยยาเหล่านี้มักจะมีเป้าหมาย ( target) เป็นยีนที่ผิดปกติในเซลล์มะเร็งนั้นๆ ทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา   🎯 ข้อดีของ Target Therapy 1) เป็นการรักษาแบบพุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มมากกว่าการรักษาวิธีดั้งเดิมในโรคมะเร็งชนิด ที่มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Predictive biomarker) สำหรับยาtargeted therapy นั้นๆ 2) เป็นการรักษาโรคมะเร็งที่มีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยลง เพราะพุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยตรง   ❌ ข้อจำกัดของ Target Therapy 1) ใช้ได้เฉพาะโรคมะเร็งบางชนิดเท่านั้น เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งปอด, มะเร็งรังไข่, มะเร็งตับ, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งไต, […]

READ MORE

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ฉีดวัคซีนดีไหม?

492

Women Health

การพิจารณา​ฉีดวัคซีน​สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หมอขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้   1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม​ที่อยู่ระหว่างการรักษา​ ด้วยยาเคมีบำบัด การฉายแสง ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ผู้​ป่วยกลุ่ม​นี้ ในระหว่างการรักษา​จะมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือภูมิคุ้มกัน​ทำงานบกพร่อง อาจจะมีการตอบสนองต่อวัคซีน ในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อ COVID-19​ ได้น้อยกว่าคนทั่วไป​ จึงแนะนํา​ให้ฉีดวัคซีน​หลังจากได้ยาเคมีบำบัดเสร็จ​สิ้นแล้ว  4-12 สัปดาห์ ขึ้นกันดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาค่ะ ส่วนคนที่ได้รับ #ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ในการรักษา​มะเร็งเต้านม ยานี้มีผลต่อเม็ดเลือดขาว ดังนั้น​ ระยะเวลาการฉีดวัคซีน​จะขึ้นกับระดับของเม็ดเลือด​ขาวในร่างกายหลังสิ้นสุด​การรักษา​ อาจต้องปรึกษาช่วงเวลาในการให้วัคซีนกับแพทย์ผู้ดูแล​เป็นรายๆไป   2. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลุ่ม​ที่รักษาเสร็จ​เรียบร้อย​แล้ว โรคสงบดี ไม่ได้รับยาอะไรอยู่ในขณะนี้ สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้โดยทีข้อควรระวัง​เช่นเดียวกับ​คนทั่วไป ถึงแม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้ว เราทุกคนยังคงต้องดูแลตัวเองด้วยความไม่ประมาท การ์ดอย่าตก ต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน รักษาระยะห่าง กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมืออยู่เสมอค่ะ ————— บทความโดย พญ.ภานุช เอี่ยมประภาพร อายุรแพทย์มะเร็ง ที่ปรึกษาด้านโรคมะเร็งเต้านมประจำแอป Chiiwii #รู้ก่อน #รักษาได้ […]

READ MORE