fbpx
6 ขั้นตอนหยุดลูกเอาแต่ใจ

1. แน่วแน่กับเป้าหมาย

การปรับพฤติกรรมให้ได้ผลอาจจะต้องอาศัยเวลารวมถึงใช้ความพยายามกันหน่อย งานนี้ต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจของคุณพ่อ-คุณแม่ในการลงมือแก้ไขพฤติกรรมเจ้าตัวเล็กแล้วล่ะ

แต่อย่าเพิ่งโกรธเด็ก ๆ ถ้าเขายังทำได้ไม่ดีพอ การที่เขาเริ่มทำตามคำสั่งของคุณได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เมื่อเห็นเด็ก ๆ เก็บดินสอตามคำสั่งเพียงแท่งเดียว หรือเก็บเสื้อผ้าของเล่นที่รกอยู่แม้แต่เพียงนิดเดียว ก็ถือว่ามีโอกาสจะประสบความสำเร็จแล้วค่ะ

 

2. บอกคำสั่งชัด ๆ ว่าคุณต้องการอะไร

ถ้าคุณพูดว่า “อย่า, ไม่, เตือนแล้วนะครั้งสุดท้าย” ส่วนมากจะตามมาด้วยเสียงกรี๊ด กลิ้งลงพื้น หรือการพุ่งหาด้วยความโกรธใช่มั้ยคะ ลองเปลี่ยนมาใช้คำพูดที่ชัดเจน เช่น “แม่อยากให้หนูเก็บของเล่น” “ถ้าหนูอาบน้ำตอนนี้แม่จะดีใจมากเลย” ดูสิคะ เพราะคำพูดที่บอกเด็กชัด ๆ จะทำให้เด็กเข้าใจมากกว่าคำสั่งห้ามค่ะ

ที่สำคัญอย่าพูดมาก อย่าละเอียดเกินไป และพูดคำไหนต้องคำนั้น!! หากยืนยันหรือตกลงอะไรกับเด็กไปแล้ว คุณต้องหนักแน่นและเข้มแข็งค่ะ จำไว้ว่า “หากคุณนิ่ง หนักแน่น ไม่สนใจให้ได้ 11 ชั่วโมง…จากนั้นชั่วโมงที่ 12 คุณจะได้เด็กคนใหม่” แต่ในทางกลับกันถ้าคุณใจอ่อนไม่ทำตามที่พูดไว้เด็กจะไม่เกิดการเรียนรู้และไม่สามารถปรับพฤติกรรมได้

 

3. กำหนดกฎในบ้านให้ชัดเจน และมีความสอดคล้องกัน

“actions speak louder than words” เป็นจริงเสมอค่ะ

บางครั้งบอกแล้วบอกอีก หนูน้อยก็ไม่ยอมแปรงฟัน อาจจะต้องออกกฏใหม่ว่า ‘ไม่ให้กินของหวานทั้งวันจนกว่าลูกจะแปรงฟัน’ หรือหากหนุ่มน้อยในบ้านไม่เก็บของเล่น คุณควรหนักแน่น ‘ไม่เก็บก็ไม่ต้องเล่น ใส่กล่องเข้าห้องเก็บของสัก 2-3 วัน’ อาจมีดราม่ามากมาย แต่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ผลจากการกระทำของเขา ถือว่าสอนเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลไปด้วยซะเลย

ข้อควรระวังที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ ตอนที่คุณพ่อ-คุณแม่ลงโทษเด็กห้ามมีอารมณ์โกรธมาปนเด็ดขาด เพราะเด็กจะเข้าใจว่าคุณโกรธเลยยึดของเล่น ทำให้เขามองไม่เห็นความผิดของตนเอง

 

4. ห้ามมีกองกำลังโอ๋โดยเด็ดขาด

พยายามปรับ พยายามแก้กันอยู่หลายรอบแต่ถ้ามีกองกำลังสำรองคอยให้ความช่วยเหลือเขาอยู่ล่ะก็ โอกาสแผนพังสูงมากเลยค่ะ เพราะเขาจะเลี่ยงการปะทะกับคุณและหันไปพึ่งพากำลังเสริมของเขาแทน

บางทีกองกำลังก็มาในรูปแบบของความเป็นห่วง เช่น ‘คุณยายกลัวหลานจะหกล้มเลยลงมือเก็บของเล่นที่รกรุงรังให้’ แนะนำว่าคุณควรทำความเข้าใจกับคนรอบข้างก่อนนะคะว่าต้องการให้เด็กจัดการกับความยุ่งเหยิงที่ตัวเขาก่อไว้ แต่จะคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ไม่ให้เกิดอันตรายแน่นอน

5. ทบทวนตัวเองว่าสมเหตุสมผลหรือไม่
คุณพ่อ-คุณแม่บางคนยอมรอเวลาเพื่อซื้อของลดราคาให้ตัวเอง แต่พอลูกอยากได้ของเล่นกลับซื้อให้ทันที เพราะไม่อยากให้เด็กผิดหวัง การตอบสนอง ‘อย่างง่ายดาย’ ‘ไม่มีเงื่อนไข’ ‘ไม่สมเหตุสมผล’ แบบนี้ จะทำให้เด็กขาดโอกาสในการเรียนรู้บทเรียนชีวิตที่สำคัญ 2 ประการคือ

– หนูต้องเก็บเงินแล้วซื้อมันด้วยตนเอง เพราะผลผลิตจากความอดทนและความพยายามมันน่าภูมิใจกว่าการได้มาง่าย ๆ

“Gratitude” ความรู้สึกขอบคุณ ซาบซึ้งใจจากการได้รับความเมตตาจากผู้อื่น เพราะมันง่ายเหลือเกินในการจะได้อะไรสักอย่าง ทำให้เขาละเลยความรู้สึกนี้ไป และตีความว่า “มันคือหน้าที่พ่อแม่ที่ต้องให้ของเล่นเขาอยู่แล้ว ไม่ให้สิน่าดู”

 

6. ยึดตามแผน

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าน้ำตาจะมากแค่ไหน ไม่ว่าจะมีดราม่าอย่างไร ต้องเข้มแข็งมั่นคงค่ะ แม้เด็กพูดคำว่า “ไม่รักแล้ว…” ก็อย่าเพิ่งหวั่นไหว เพราะถ้าคุณทำสำเร็จแล้ว วันนึงเขาจะต้องรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งในตัวคุณที่สอนเขามาอย่างดีแน่นอนค่ะ

 

บทความ; คุณพรินทร์ อัศเรศรังสรร ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ ภาษา และการพูดโดยเฉพาะ ประจำแอป Chiiwii

ปรึกษา คุณพรินทร์ คลิก >>> http://onelink.to/chiiwii

Related Blog