‘กรมสุขภาพจิต เผย 45% ของคนวัยทำงานถูกความเครียดขโมยความสุข’
ยุคนี้ใครก็อยากพิสูจน์ตัวเอง ด้วยการประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตจริงและในโลกโซเชียล

เรามักจะโหมทำงานอย่างหนัก บ้างาน กินอาหารสำเร็จรูปไปตอบเมลไป ไปเที่ยวก็ต้องหอบงานไปทำด้วย ลืมนัดวันเกิดคนในครอบครัว ชีวิตคู่แตกร้าว สุขภาพแย่ลง เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ ทำงานเหมือนไม่มีวันหยุด
เราอาจพยายามทำงานเต็มที่ แต่กลับรู้สึกว่าภาวะแวดล้อมไม่เป็นใจเอาเสียเลย จากคนที่เคยกระตือรือร้น จนค่อยๆ หมดไฟ รู้สึก Burnout จนความเศร้าเข้าครอบงำ…และบางคนอาจรู้สึก Burnout มาก ถึงขั้นกลายเป็นภาวะซึมเศร้าได้….

ภาวะหมดไฟ (Burnout syndrome) นั้นมีอาการกี่ด้าน และส่งผลต่อเราอย่างไร หนักหนาสาหัสถึงขั้นไหน ที่ควรต้องเปลี่ยนความคิด ปรับพฤติกรรม ต้องหาทางเยียวยา บทความนี้มีคำตอบค่ะ

มีนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Maslach อธิบายอาการของภาวะหมดไฟ หรือ Burnout Syndrome ไว้ว่า มีถึง 3 ด้าน

1. Emotional exhaustion ความเหนื่อยหน่ายด้าน อารมณ์ คือ เบื่อ เซ็ง ไม่มีชีวิต ไม่กระตือรือร้น
2. Depersonalization มีการมองบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น มองลูกค้า มองเพื่อนร่วมงานในแง่ลบ ไม่มีจิตจะบริการ ไม่มีใจจะสานความสัมพันธ์อันดี ลดคุณค่าผู้อื่นให้ต่ำลง
3. Decreased occupational accomplishment ลดความสำเร็จส่วนบุคคลลง รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ดี ทำไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น พัฒนาไม่ได้ ไร้ประโยชน์ ไร้ค่า

ลองเช็คลิสต์ตัวเองนะคะ ถ้าเริ่มเบื่องาน, ลดคุณค่าคนอื่นลง, ลดความสามารถตัวเองลงแล้วล่ะก็…อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ!!

เพราะถึงแม้อาการจะเริ่มเข้าข่าย แต่จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ฟอร์เยน เมเยอร์ ได้อธิบายถึง วงจรของการ Burnout Syndrome ว่ามีถึง 12 ระยะ

1. ระยะพิสูจน์ตนเอง (compulsion to prove oneself) ระยะนี้จะมีภาพตัวเองในอุดมคติ มีไฟ มีความทะเยอทะยาน เป็นระยะที่คนเรามักจะเป็นตอนเริ่มงานใหม่ๆ ท้าทาย ใจสู้

2. ระยะทำงานหนัก (working harder) ระยะนี้เป็นระยะพิสูจน์ตนเองว่า งานที่ทำอยู่ ช้านนน คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะขับเคลื่อนมัน เเสดงพลังศักยภาพอย่างเต็มที่

3. ระยะ ไม่ใส่ใจความต้องการของตัวเอง (neglecting their needs) ระยะนี้ จะเริ่มทุ่มเทมากจนละเลยความต้องการพื้นฐานของชีวิตตนเอง เช่น น้ำ อาหาร การพักผ่อน เริ่มนอนน้อยลง ทำงานจนลืมกินข้าว ไปกินข้าวก็เอางานไปทำด้วย เรียกง่ายๆ ว่า เป็น ‘ระยะบ้างาน’ นั่นเองค่ะ

4. ระยะเริ่มเกิดความขัดแย้ง (displacement of conflict) ระยะนี้เริ่มรู้สึกตัวเเล้วว่า เริ่มรู้สึกไม่คลิกกับชีวิตบ้างแล้ว เหมือนเดินทางผิด หรือมีบางอย่างผิดปกติ แต่ไม่เข้าใจถ่องแท้นะ ว่าเพราะอะไร งานก็รักแต่ชักไม่ใช่ และที่ดูง่ายๆ คือเริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางกายเกิดขึ้น เช่น ปวดหัว ปวดตัว ปวดท้องค่ะ

5. ระยะปรับคุณค่าใหม่ (revision of values) ระยะนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อเริ่มสับสนกับตนเองแล้วว่า ทำไมความสุขเริ่มขาดหาย เหมือนชีวิตเริ่มไม่ใช่ ก็จะเริ่มตั้งคำถามในใจว่า อะไรนะคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตตัวเองกันแน่ ผู้ที่ถอยกลับมาหนึ่งก้าว แล้วมองเห็นคุณค่าในชีวิตรอบด้าน ก็มีโอกาสรอดพ้นจากเส้นทางสู่การ burnout แต่หากไม่ใช่ และตอบตัวเองต่อไปว่า งานคือชีวิต งานเท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตชั้นเดินต่อไป งานคือลมหายใจ ก็จะยิ่งตั้งใจติดสปีดงานต่อ แล้วละทิ้งความต้องการพื้นฐานของร่างกายหนักเข้าไปอีก ความสัมพันธ์เริ่มร้าวห่างหาย บางคนละเลยอารมณ์ตัวเองไปได้เลย ชั้นทำงานหามรุ่งหามค่ำได้ ไม่รู้สึกเหนื่อยอีกเลย

สำรวจตัวเองกันนะคะ หากเรายังอยู่ในระยะต้น ตามข้อ 1-5 เรายังสามารถปรับเปลี่ยนสมดุลชีวิตและงาน ดูแลตัวเองได้ทัน หรือคุยกับนักสุขภาพจิต/นักจิตวิทยาเพื่อปรับจูนตัวเองได้ค่ะ

6. ระยะปฏิเสธ ไม่รับรู้ปัญหา (denial of emerging problem) ใครมาถึงขั้นนี้ ก็จะเริ่มแสดงอาการให้ตัวเองเห็นชัดค่ะ (หากเป็นคนมี self-awareness ก็จะรู้ทันตัวเองว่า ฉันเริ่มอารมณ์เปลี่ยนไปแล้วนะ) เพราะเริ่มขาดความอดทน โกรธง่าย ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด ต่อว่าคนอื่น โทษคนอื่น โทษงาน
7. ระยะแยกตัว (withdrawal) ระยะนี้จะเริ่มเข้าสังคมน้อยลง จนถึงน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ กลายเป็นคนเก็บตัว ขี้หงุดหงิด ขี้ฉุนเฉียว ดูทุกข์ แม้จะมีเพื่อนร่วมงาน ก็เหมือนไม่มี เพราะติดต่อแค่เรื่องงานเท่านั้น เรื่องอื่นขอบาย
8. ระยะพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง (obvious behavioral change) ระยะเปลี่ยนแปลงที่คนอื่นเห็นได้ชัดเจน จากคนที่เคยแอคทีฟ กลับขี้เกียจ เคยร่าเริงกลับขี้หงุดหงิด ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ไม่ค่อยสนใจงานที่ได้รับ ไม่อยากทำไรเลย ขาดแรงจูงใจในการทำงาน ทำงานไม่มีทิศทาง ไม่สร้างสรรค์ หมดสิ้นความสุขในการทำงาน
9. ระยะขาดความเป็นบุคคล (depersonalization) ระยะนี้จะมองไม่เห็นคุณค่าในตนเองและคนอื่น เปรียบตนเองเหมือนเป็นหุ่นยนต์ใส่ถ่าน ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ทำเดิมๆ ซ้ำๆ แบบให้จบไปวันๆ ไม่มองเห็นถึงอนาคต และไม่มองเห็นถึงความต้องการในตนเอง ปฏิเสธงานที่จะสร้างความก้าวหน้า คิดว่าตัวเองไร้ตัวตน ไร้ค่า คนอื่นก็เริ่มไร้ความหมายด้วยเช่นกัน
10. ระยะว่างเปล่าภายใน (inner emptiness) รู้สึกภายในใจตนเองว่างเปล่า ขาดความรัก ตระหนักในคุณค่าตนเอง เรียกร้องความสนใจ ต้องให้สิ่งอื่นมาเติมเต็ม อาจหันไป เริ่มกินมากขึ้น shopaholic กินเหล้า ใช้ยา มีเพศสัมพันธ์ไม่เหมาะสม เพื่อเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่านี้

ระยะกลาง ข้อ 6-10 นี้ ควรเริ่มคุยกับนักจิตวิทยา หรือจะบำบัดด้วยหลายๆ เทคนิคที่ช่วยคลี่คลายสิ่งที่เผชิญ เติมเต็มมุมมองเพิ่ม positive emotion ได้

11. ระยะซึมเศร้า (depression) รู้สึกเศร้าตลอดเวลา ควบคุมตัวเองไม่ได้ ดำดิ่งซ้ำไปซ้ำมา หาทางออกไม่ได้ อ่อนเพลีย ไร้ความหวัง ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต พาลสิ้นยินดีในสิ่งอื่นนอกเหนือจากงานด้วย
12. ระยะสุดท้าย (burn out syndrome) อยากหนีไปไกลๆ อยากหายตัวไปจากสภาพที่เป็นอยู่อย่างนี้ จู่ๆ ก็ไม่มาทำงานอย่างดื้อๆ อยากลาออก อยากหนี จนคิดว่าทางเดียวที่จะหนีได้ คือ อยากตาย

2 ระยะสุดท้าย หากปล่อยไว้นาน จากแค่เป็นเพียงกลุ่มภาวะอาการ อาจจะดำเนินต่อไปเป็นโรคซึมเศร้าได้ค่ะ
ควรรีบแก้ไข ก่อนจะกลายเป็นซึมเศร้านะคะ ปัจจุบันการพบและปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่องผิดหรือน่าอายอีกต่อไป หากมันจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากภาวะเหล่านี้ไปได้ค่ะ

แนะนำให้อ่านจบแล้ว กลับมาถามตัวเองดูว่า จะดูแลกายใจต่อไปอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ Burnout syndrome เกิดขึ้นกับชีวิต

หลายคนเพียงแค่ปัญหาเริ่มมาสะกิด ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วย ก็เริ่มตระหนักในชีวิต แล้วปรับสมดุลในชีวิตใหม่ได้
แต่น่าเสียดาย ที่บางคน ยังใช้ชีวิตเพื่องานอย่างหักโหมต่อไป จนถึงขึ้นวิกฤต ชีวิตพัง ตกหลุมสุขภาพใจหนักและนาน จนดูเหมือนไร้ทางเยียวยา ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงขั้นคิดสั้น
หากวันนี้ใครเหนื่อยล้า สับสน ลองถามตัวเองอีกทีนะคะว่า จุดที่ยืนอยู่นี้ กำลังพาไปสู่ ชีวิตที่ตนเองต้องการจะมี จริงหรือไม่?
เราจะปรับสมดุลชีวิตและสร้างมันให้มีความสุขและความหมายจริงๆ ได้อย่างไร?

ครูเปิ้ล Mind Happiness
อยากเห็นคนไทย…สุขภาพใจแข็งแรง

*บทความในเวปไซต์นี้ สงวนลิขลิทธิ์เวปไซต์ Chiiwii.com ห้ามมิให้ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือแก้ไข โดยไม่ได้รับอนุญาต*

 

Related Blog