fbpx
ยาคุมฉุกเฉิน

การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน มีสิทธิ์ได้รับโชค 2 ชั้นคือ “ลูก” และ “โรค” เลยนะคะ แต่คิดว่าโชคแบบนี้ ไม่น่าจะไม่มีใครอยากได้เท่าไร โดยเฉพาะคนที่ยังไม่พร้อม
.
วันนี้ ขอหยิบยกเรื่อง “ลูก ?” มาคุยกันนะคะ ว่าหากไม่ทันได้ป้องกัน แล้วก็ยังไม่พร้อมจะมีลูก จะทำยังไงกันดีเพื่อคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินค่ะ

?‍⚕? หากอ่านแล้วยังไม่หายข้องใจ อยากคุยกับสูตินรีแพทย์แบบเป็นส่วนตัว ทักมาเลยค่า ที่ Line@ :@chiiwiilive หรือ http://line.me/ti/p/%40chiiwiilive เพื่อรับส่วนลดมูลค่า 100 บาทสำหรับใช้ปรึกษาคุณหมอผ่านแอปฯ #ChiiwiiLIVE นะคะ (วันนี้ – 24 ก.ค. นี้ จำกัด 5 ท่านแรกต่อวัน)

.
♀?♂
.
#ยาคุมฉุกเฉินคืออะไร?
คือยาที่ควรกินหลังจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันภายใน 72 ชม. หรือ 3 วัน เพื่อออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่เฉียบพลันหรือปรับสภาพโพรงมดลูกไม่ให้เหมาะกับการฝังตัวอ่อน แต่ควรใช้เมื่อมีความจำเป็นฉุกเฉินเท่านั้น เพราะมีปริมาณฮอร์โมนในระดับสูง อาจมีผลข้างเคียงตามมาถ้ากินเยอะ/บ่อย
โดยยาคุมฉุกเฉินที่มีขายทั่วไปนั้น คือ ลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) 0.75 มิลลิกรัม/เม็ด แผงหนึ่งมี 2 เม็ด
.
#สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้กี่%
ประมาณ 60-80% ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการกินยาหลังมีเพศสัมพันธ์ ยิ่งกินเร็ว ยิ่งได้ผลดี
.
#วิธีการใช้
1. หลังจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ควรกินยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรกให้เร็วที่สุด และกินเม็ดที่ 2 อีก 12 ชม. ต่อมา
2. สามารถกินยาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ดพร้อมกันไปเลยทีเดียวได้
ทั้งสองวิธีสามารถให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดได้เท่ากัน แต่ การกินพร้อมกัน 2 เม็ด อาจมีผลข้างเคียงคือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ และหากมีการอาเจียนออกมาภายในเวลา 2 ชม. จะต้องซ้ำใหม่อีก 1 เม็ดในทันที
.
#ผลข้างเคียง
การกินยาคุมฉุกเฉินมากกว่า 2 กล่องหรือ 4 เม็ดต่อเดือนขึ้นไป อาจทำให้มีผลข้างเคียงกับรังไข่ในระยะยาวเกิดขึ้นได้ และอาจรบกวนรอบประจำเดือน เกิดเลือดออกกะปริดกะปรอยได้ ดังนั้นไม่ควรใช้เป็นประจำ หากต้องใช้ประจำควรใช้ยาคุมกำเนิดแบบครบรอบเดือนจะปลอดภัยกว่า
หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น หากพบว่าประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนไม่มา ให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ จากการที่ยาออกฤทธิ์ห้ามฝังตัวในมดลูก
.
Anyways, มีเพศสัมพันธ์แบบป้องกันนั้นสำคัญ และ #ง่ายที่สุดแล้วค่ะ เพียงใส่ถุงยางอนามัย ไม่ต้องกินยา ไม่เสี่ยงภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ไม่เสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังไงเราก็ขอสนับสนุนให้ทุกคน #safesex กันนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและไม่ต้องจิตตกค่า

บทความ; พญ.อัญชุลี พฤตฒิวรนันท์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้มีบุตรยาก แผนกสุขภาพผู้หญิง ประจำแอป Chiiwii

ปรึกษาหมออัญชุลี คลิก >>> http://onelink.to/chiiwii

 

 

 

Related Blog

เมื่อไหร่จึงควรใช้ Immunotherapy

417

Women Health

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) มีการศึกษาวิจัย และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับรักษา​มะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาเคมีบำบัด ยาต้านฮอร์โมน และด้วยยาพุ่งเป้า (triple negative breast cancer) หลักการสำคัญของยาภูมิคุ้มกันบำบัด คือ การเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพให้เม็ดเลือดขาวสามารถมองเห็นว่าเซลล์มะเร็งเป็นสิ่งแปลกปลอม เพิ่มกลไกการออกฤทธิ์ของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ 😊 การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งออกฤทธิ์ทำลายทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง การพิจารณาเลือกใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด แพทย์จะดูตามชนิดของมะเร็ง รวมถึงการย้อมตรวจบางชนิดเช่น PDL1 เพื่อดูว่าเหมาะสมหรือได้ประโยชน์จากใช้ยานี้มาน้อยเพียงใด ⚠️ ผลข้างเคียงของการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด เกิดขึ้นได้หลายอาการ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เช่น ทำให้ผิวเป็นผื่น ลำไส้อักเสบ มีอาการท้องเสีย ปอดอักเสบรวมถึงอาจส่งผลกระทบให้ไทรอยด์ทำงานมากหรือน้อยเกินไป หรือมีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ผู้ป่วยควรอยู่ภายใต้​การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด​และปฎิบัติตัว​ตามคำแนะนำ​อย่างเคร่งครัด บทความโดย นพ.ธเนศ เดชศักดิพล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม ประจำแอป Chiiwii FacebookTwitterLine

READ MORE

ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) ดียังไง

378

Women Health

วิวัฒนาการของการรักษาโรคมะเร็ง มีมาหลายยุค​หลายสมัย ใครที่เคยกลัวผลข้างเคึยงของยามะเร็ง ​ฟังทางนี้ เรารู้กันว่า การฉายรังสีรักษา ( Radiotherapy) ยาต้านฮอร์โมน (hormonal therapy) ยาเคมีบำบัด(Chemotherapy) ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ค่อนข้างมาก จึงมีการคิดค้นยาที่สามารถพุ่งเป้าไปในการทำลายเซลล์มะเร็งแบบจำเพาะเจาะจง และมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อย เรียกว่า ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) โดยยาเหล่านี้มักจะมีเป้าหมาย ( target) เป็นยีนที่ผิดปกติในเซลล์มะเร็งนั้นๆ ทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา   🎯 ข้อดีของ Target Therapy 1) เป็นการรักษาแบบพุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มมากกว่าการรักษาวิธีดั้งเดิมในโรคมะเร็งชนิด ที่มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Predictive biomarker) สำหรับยาtargeted therapy นั้นๆ 2) เป็นการรักษาโรคมะเร็งที่มีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยลง เพราะพุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยตรง   ❌ ข้อจำกัดของ Target Therapy 1) ใช้ได้เฉพาะโรคมะเร็งบางชนิดเท่านั้น เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งปอด, มะเร็งรังไข่, มะเร็งตับ, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งไต, […]

READ MORE

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ฉีดวัคซีนดีไหม?

589

Women Health

การพิจารณา​ฉีดวัคซีน​สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หมอขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้   1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม​ที่อยู่ระหว่างการรักษา​ ด้วยยาเคมีบำบัด การฉายแสง ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ผู้​ป่วยกลุ่ม​นี้ ในระหว่างการรักษา​จะมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือภูมิคุ้มกัน​ทำงานบกพร่อง อาจจะมีการตอบสนองต่อวัคซีน ในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อ COVID-19​ ได้น้อยกว่าคนทั่วไป​ จึงแนะนํา​ให้ฉีดวัคซีน​หลังจากได้ยาเคมีบำบัดเสร็จ​สิ้นแล้ว  4-12 สัปดาห์ ขึ้นกันดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาค่ะ ส่วนคนที่ได้รับ #ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ในการรักษา​มะเร็งเต้านม ยานี้มีผลต่อเม็ดเลือดขาว ดังนั้น​ ระยะเวลาการฉีดวัคซีน​จะขึ้นกับระดับของเม็ดเลือด​ขาวในร่างกายหลังสิ้นสุด​การรักษา​ อาจต้องปรึกษาช่วงเวลาในการให้วัคซีนกับแพทย์ผู้ดูแล​เป็นรายๆไป   2. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลุ่ม​ที่รักษาเสร็จ​เรียบร้อย​แล้ว โรคสงบดี ไม่ได้รับยาอะไรอยู่ในขณะนี้ สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้โดยทีข้อควรระวัง​เช่นเดียวกับ​คนทั่วไป ถึงแม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้ว เราทุกคนยังคงต้องดูแลตัวเองด้วยความไม่ประมาท การ์ดอย่าตก ต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน รักษาระยะห่าง กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมืออยู่เสมอค่ะ ————— บทความโดย พญ.ภานุช เอี่ยมประภาพร อายุรแพทย์มะเร็ง ที่ปรึกษาด้านโรคมะเร็งเต้านมประจำแอป Chiiwii #รู้ก่อน #รักษาได้ […]

READ MORE