fbpx

ประจำเดือนมาแต่ละที อารมณ์ก็จะหงุดหงิดงุ่นง่านพาลไปหมด?? แล้วยิ่งมีคนบอกว่า ห้ามกินสารพัดของโปรด ทั้งน้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำมะพร้าว ไก่ทอด เฟรนช์ฟราย ของทอดที่รักอีก เฮ่อออ หงุดหงิด x100 ไปเลยค่า ว่าแต่! ทำไมถึงกินไม่ได้ล่ะ ทำไม???!?

#ของแสลงวันแดงเดือด ???

?‍♀️ โดยทฤษฎีทางการแพทย์ ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใดที่อธิบายว่า การดื่มน้ำเย็น การรับประทานน้ำแข็ง การดื่มน้ำมะพร้าว หรือการทานของมัน ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่ดี มีอาการปวดประจำเดือน เพราะอาหารเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนร่างกาย ไม่เกี่ยวกับการไหลเวียนเลือดในร่างกายแต่อย่างใด
.
มีหลายบทความหลายความเห็นจากนักวิชาการ นักโภชนาการ หรือแม้กระทั่งหมอที่พยายามอธิบายความเชื่อมโยงว่า อาจเกี่ยวเนื่องกับอุณหภูมิร่างกายที่ร้อน และเมื่อรับประทานน้ำเย็นจะทำให้ปรับอุณหภูมิไม่ได้
ความจริงคือเมื่อทุกอย่างเข้าสู่ร่างกาย จะถูกปรับเป็นอุณหภูมิร่างกายในกระแสเลือด ดังนั้นไม่เกี่ยวข้องกับความร้อนเย็นของน้ำหรืออาหารที่ดื่มกินแต่อย่างใด
.
?? #น้ำมะพร้าว ที่มีความเชื่อเรื่องส่วนผสมคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนก็ไม่ได้มีผลใดๆเพราะมะพร้าวหนึ่งลูกมีปริมาณสารนั้นเพียงน้อยนิดมาก ต้องใช้ มะพร้าวเกือบพันลูก! จึงจะสกัดสารคล้ายเอสโตรเจนได้
.
?? ส่วนอาหารทอด น่าจะมีส่วนในเรื่องการย่อยอาหารที่จะกระทบกับการเพิ่มการท้องอืดเฟ้อในช่วงมีประจำเดือนมากกว่า ไม่ได้มีผลอันตรายใดๆต่อร่างกายเลย
.
ดังนั้นโดยสรุปคือ #ไม่มีของแสลงใดในทางการแพทย์ช่วงมีประจำเดือน มีแต่อาหารที่ควรเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งสำคัญต่อร่างกาย นั่นคือ #น้ำเปล่า ค่ะ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบของการไหลเวียนเลือดที่ดี ช่วงมีประจำเดือนจะมีการสูญเสียน้ำในร่างกาย ดังนั้นอาจมีอาการเหนื่อยเพลีย การดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากขึ้นจะช่วยลดอาการดังกล่าวได้ค่ะ

———————————

#คุยกับแพทย์ผ่านแอพได้ง่ายๆจากที่บ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน Chiiwii LIVE

โหลดเลย
Android ? https://goo.gl/1njuCS
iOS ? https://goo.gl/nfvvr5

สอบถามวิธีการใช้งาน สอบถามนัดแพทย์ ติดตามโปรโมชัน
Line@ :@chiiwiilive หรือ http://line.me/ti/p/%40chiiwiilive

 

Related Blog

เมื่อไหร่จึงควรใช้ Immunotherapy

417

Women Health

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) มีการศึกษาวิจัย และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับรักษา​มะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาเคมีบำบัด ยาต้านฮอร์โมน และด้วยยาพุ่งเป้า (triple negative breast cancer) หลักการสำคัญของยาภูมิคุ้มกันบำบัด คือ การเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพให้เม็ดเลือดขาวสามารถมองเห็นว่าเซลล์มะเร็งเป็นสิ่งแปลกปลอม เพิ่มกลไกการออกฤทธิ์ของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ 😊 การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งออกฤทธิ์ทำลายทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง การพิจารณาเลือกใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด แพทย์จะดูตามชนิดของมะเร็ง รวมถึงการย้อมตรวจบางชนิดเช่น PDL1 เพื่อดูว่าเหมาะสมหรือได้ประโยชน์จากใช้ยานี้มาน้อยเพียงใด ⚠️ ผลข้างเคียงของการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด เกิดขึ้นได้หลายอาการ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เช่น ทำให้ผิวเป็นผื่น ลำไส้อักเสบ มีอาการท้องเสีย ปอดอักเสบรวมถึงอาจส่งผลกระทบให้ไทรอยด์ทำงานมากหรือน้อยเกินไป หรือมีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ผู้ป่วยควรอยู่ภายใต้​การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด​และปฎิบัติตัว​ตามคำแนะนำ​อย่างเคร่งครัด บทความโดย นพ.ธเนศ เดชศักดิพล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม ประจำแอป Chiiwii FacebookTwitterLine

READ MORE

ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) ดียังไง

378

Women Health

วิวัฒนาการของการรักษาโรคมะเร็ง มีมาหลายยุค​หลายสมัย ใครที่เคยกลัวผลข้างเคึยงของยามะเร็ง ​ฟังทางนี้ เรารู้กันว่า การฉายรังสีรักษา ( Radiotherapy) ยาต้านฮอร์โมน (hormonal therapy) ยาเคมีบำบัด(Chemotherapy) ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ค่อนข้างมาก จึงมีการคิดค้นยาที่สามารถพุ่งเป้าไปในการทำลายเซลล์มะเร็งแบบจำเพาะเจาะจง และมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อย เรียกว่า ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) โดยยาเหล่านี้มักจะมีเป้าหมาย ( target) เป็นยีนที่ผิดปกติในเซลล์มะเร็งนั้นๆ ทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา   🎯 ข้อดีของ Target Therapy 1) เป็นการรักษาแบบพุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มมากกว่าการรักษาวิธีดั้งเดิมในโรคมะเร็งชนิด ที่มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Predictive biomarker) สำหรับยาtargeted therapy นั้นๆ 2) เป็นการรักษาโรคมะเร็งที่มีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยลง เพราะพุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งโดยตรง   ❌ ข้อจำกัดของ Target Therapy 1) ใช้ได้เฉพาะโรคมะเร็งบางชนิดเท่านั้น เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งปอด, มะเร็งรังไข่, มะเร็งตับ, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งไต, […]

READ MORE

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ฉีดวัคซีนดีไหม?

589

Women Health

การพิจารณา​ฉีดวัคซีน​สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หมอขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้   1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม​ที่อยู่ระหว่างการรักษา​ ด้วยยาเคมีบำบัด การฉายแสง ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ผู้​ป่วยกลุ่ม​นี้ ในระหว่างการรักษา​จะมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือภูมิคุ้มกัน​ทำงานบกพร่อง อาจจะมีการตอบสนองต่อวัคซีน ในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อ COVID-19​ ได้น้อยกว่าคนทั่วไป​ จึงแนะนํา​ให้ฉีดวัคซีน​หลังจากได้ยาเคมีบำบัดเสร็จ​สิ้นแล้ว  4-12 สัปดาห์ ขึ้นกันดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาค่ะ ส่วนคนที่ได้รับ #ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ในการรักษา​มะเร็งเต้านม ยานี้มีผลต่อเม็ดเลือดขาว ดังนั้น​ ระยะเวลาการฉีดวัคซีน​จะขึ้นกับระดับของเม็ดเลือด​ขาวในร่างกายหลังสิ้นสุด​การรักษา​ อาจต้องปรึกษาช่วงเวลาในการให้วัคซีนกับแพทย์ผู้ดูแล​เป็นรายๆไป   2. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลุ่ม​ที่รักษาเสร็จ​เรียบร้อย​แล้ว โรคสงบดี ไม่ได้รับยาอะไรอยู่ในขณะนี้ สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้โดยทีข้อควรระวัง​เช่นเดียวกับ​คนทั่วไป ถึงแม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้ว เราทุกคนยังคงต้องดูแลตัวเองด้วยความไม่ประมาท การ์ดอย่าตก ต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน รักษาระยะห่าง กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมืออยู่เสมอค่ะ ————— บทความโดย พญ.ภานุช เอี่ยมประภาพร อายุรแพทย์มะเร็ง ที่ปรึกษาด้านโรคมะเร็งเต้านมประจำแอป Chiiwii #รู้ก่อน #รักษาได้ […]

READ MORE